Centrifugal Pump Suction Piping

ท่อดูดของปั๊มหอยโข่ง

ท่อดูดของปั๊มหอยโข่ง

การติดตั้งท่อดูดสำหรับปั๊มหอยโข่งต้องเลือกขนาดท่อให้ตรงกับหน้าแปลนปั๊มหรือใหญ่กว่า 1 ขนาด ตรวจสอบรอยต่อไม่ให้มีอากาศรั่วซึม และใส่หัวกรอง (Foot Valve) ที่ปลายท่อ เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ ช่วยให้ปั๊มทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและไม่เกิดปัญหาอากาศค้างในระบบ เพราะฝั่งดูดมีความดันต่ำ (สุญญากาศ) ความเร็วของไหลจึงต้องต่ำ ส่วนฝั่งจ่ายมีความดันสูงและใช้ท่อเล็กกว่าได้

หลักการเลือกและขนาดท่อดูด

  • ขนาดท่อ: ควรใช้ท่อมีขนาดเท่ากับช่องทางเข้าของปั๊ม (เช่น ท่อ 1 นิ้ว หรือ 1 1/4 นิ้ว) หรือขยายใหญ่ขึ้น 1 ขนาด เพื่อลดแรงเสียดทาน
  • ความลึกในการดูด: ปั๊มหอยโข่งทั่วไปดูดน้ำได้ลึกไม่เกิน 7-8 เมตรจากระดับน้ำ
  • ความยาวท่อ: ควรเดินท่อให้สั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และลดการใช้ข้อต่อข้องอ 90 องศาเพื่อไม่ให้แรงดันน้ำตก

อุปกรณ์สำคัญในระบบท่อดูด

  • หัวกรองหรือฟุตวาล์ว (Foot Valve): ติดตั้งไว้ที่ปลายสุดใต้น้ำเพื่อกันไม่ให้น้ำไหลกลับลงบ่อ และกรองเศษขยะไม่ให้เข้าใบพัดปั๊ม
  • กาวและข้อต่อ: ทากาวให้สนิททุกจุดและทดสอบการรั่วซึมของอากาศ เพราะถ้ารั่วเพียงเล็กน้อย ปั๊มจะไม่สามารถดูดน้ำขึ้นได้

ท่อฝั่งดูด (Suction line, เส้นผ่านศูนย์กลาง D1) ใหญ่กว่าท่อฝั่งจ่าย (Discharge line, D2)

  • เหตุผลที่ 1 ลดการสูญเสียจากแรงเสียดทาน – ท่อใหญ่ทำให้ความเร็วต่ำ แรงเสียดทานในท่อจึงน้อยลง
  • เหตุผลที่ 2 รักษา NPSH – ความเร็วฝั่งดูดต่ำช่วยคง NPSH ให้สูงและป้องกันการเกิดคาวิเทชัน
  • เหตุผลที่ 3 ฝั่งดูดมีความดันต่ำ – ทำงานที่ความดันต่ำ (สุญญากาศ) จึงไวต่อการสูญเสียและการเกิดฟองไอ
  • เหตุผลที่ 4 ฝั่งจ่ายมีความดันสูง – ท่อขนาดเล็กกว่าเพียงพอ และความเร็วที่สูงขึ้นยอมรับได้

ปัญหาของท่อดูดปั๊มน้ำหอยโข่งส่วนใหญ่ มักจะส่งผลให้ปั๊มสูบน้ำไม่ขึ้น น้ำไหลเบา หรือมีเสียงดังผิดปกติ โดยสามารถแบ่งสาเหตุและวิธีแก้ไขออกเป็นกลุ่มอาการได้ดังนี้

1.ลมรั่วเข้าท่อดูด (อาการยอดฮิต)

  • สาเหตุ: มีรอยรั่วตามข้อต่อ ท่อร้าว หรือพันเทปเกลียวไม่หนาพอ ทำให้อากาศภายนอกถูกดูดเข้าไปแทนน้ำ ระบบจึงสูญเสียสุญญากาศ
  • ผลกระทบ: ปั๊มทำงานแต่สูบน้ำไม่ขึ้น หรือน้ำไหลๆ หยุดๆ
  • วิธีแก้: ตรวจสอบข้อต่อทุกจุด ทากาวท่อ PVC ใหม่ หรือพันเทปพันเกลียวที่ข้อต่อเกลียวให้หนาขึ้น

2.ฟุตวาล์ว (หัวกะโหลก) รั่วหรือชำรุด

  • สาเหตุ: ตัวลิ้นสปริงหรือลิ้นค้าง มีเศษขยะ/กรวดเข้าไปติด หรือซีลยางเสื่อมสภาพ ทำให้น้ำในท่อดูดไหลย้อนกลับลงบ่อตอนปั๊มหยุดทำงาน
  • ผลกระทบ: น้ำ “ล่อน้ำ” (Prime) หายหมด ทุกครั้งที่จะเปิดปั๊มต้องคอยกรอกน้ำใหม่ตลอดเวลา
  • วิธีแก้: ถอดฟุตวาล์วออกมาล้างเศษสิ่งสกปรก หรือเปลี่ยนใหม่ แนะนำให้ใช้ฟุตวาล์วแบบทองเหลืองหรือสแตนเลสที่มีความทนทานสูงกว่าพลาสติก

3.ระยะดูดลึกเกินความสามารถปั๊ม

  • สาเหตุ: ระดับน้ำในบ่อลดต่ำลงเกินกว่า 7–8 เมตร หรือระยะทางแนวราบยาวเกินไป ทำให้ปั๊มไม่มีแรงดึงน้ำ
  • ผลกระทบ: ปั๊มหมุนฟรี น้ำไม่ขึ้น หรือมอเตอร์ร้อนจัดจนตัดการทำงาน
  • วิธีแก้: หากน้ำลดลึกเกิน 8 เมตร ต้องเปลี่ยนไปใช้ปั๊มซับเมอร์ส (ปั๊มบาดาล) หรือปั๊มเจ็ทคู่แทน

4.เกิดโพรงอากาศในท่อ (Cavitation)

  • สาเหตุ: ขนาดท่อดูดเล็กเกินไป เดินท่อคดเคี้ยว มีข้องอมากเกินไป หรือระดับท่อดูดมีลักษณะเป็น “คอห่าน” (มีจุดที่ท่อเชิดขึ้นแล้วหักลง) ทำให้เกิดถุงอากาศขังอยู่ภายใน
  • ผลกระทบ: ปั๊มมีเสียงดังโครกครากเหมือนมีกรวดวิ่งอยู่ข้างใน ใบพัดปั๊มอาจสึกหรอและพังทลายอย่างรวดเร็ว
  • วิธีแก้: ขยายขนาดท่อดูดให้ใหญ่ขึ้น 1 ระดับ, ลดจำนวนข้องอ 90 องศาลง และปรับแนวท่อให้สโลปเอียงขึ้นเข้าหาตัวปั๊มอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้อากาศค้าง

5.ท่อดูดบี้แบนหรืออุดตัน

  • สาเหตุ: ใช้ท่ออ่อนหรือสายยางที่ไม่มีโครงสปริงขดอยู่ภายใน เมื่อปั๊มเกิดแรงดูด ท่อจะบีบตัวตัวเข้าหากัน หรือมีเศษใบไม้ ขยะ ไปอุดที่หัวกรองปลายท่อ
  • ผลกระทบ: น้ำเข้าปั๊มไม่ได้ ปั๊มทำงานตัวเปล่าจนเกิดความร้อน
  • วิธีแก้: ใช้ท่อ PVC แข็งหรือสายส่งน้ำชนิดหนาพิเศษสำหรับงานดูด และหมั่นทำความสะอาดขยะที่ปลายท่อดูด