Water Hammer
Water Hammer (วอเตอร์แฮมเมอร์) คือ ปรากฏการณ์ความดันกระชาก (Pressure Surge) ที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในระบบสูบน้ำหรือระบบท่อที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างฉับพลัน
โดยทั่วไป Water Hammer มักเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น
- การ Start และ Stop ปั๊มอย่างรวดเร็ว
- การ เปิดหรือปิดวาล์วในระบบอย่างรวดเร็ว
- การเกิด Water Column Separation หรือการแยกตัวของคอลัมน์น้ำ
- การกลับมาชนกัน หรือปิดตัวของคอลัมน์น้ำ (Column Closure)
Water Hammer เมื่ออัตราการไหลของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน น้ำที่กำลังไหลอยู่ในท่อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัม (Momentum) การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้สามารถสร้างคลื่นกระแทก (Shock Wave) ซึ่งคลื่นจะเดินทางย้อนกลับไปกลับมาภายในระบบ ระหว่างสิ่งกีดขวางหรือจุดกั้นที่เป็นต้นเหตุของคลื่นกับจุดกั้นหรืออุปกรณ์อื่นที่อยู่ปลายอีกด้านหนึ่งของระบบ หากความรุนแรงของคลื่นกระแทกสูงมาก อาจทำให้เกิดความเสียหายทางกายภาพต่อระบบอุปกรณ์หรือระบบท่อได้ เช่น
- ท่อแตกหรือรั่ว
- หน้าแปลนเสียหาย
- วาล์วเกิดความเสียหาย
- ปั๊มและอุปกรณ์ประกอบได้รับแรงกระแทก
- จุดรองรับท่อ (Pipe Support) เกิดความเสียหาย
- เกิดการสั่นสะเทือนและเสียงกระแทกภายในระบบ
Water Hammer อาจเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษในระบบแรงดันต่ำ (Low-pressure Systems) แม้ในตอนแรกอาจดูเหมือนว่าระบบแรงดันต่ำไม่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงก็ตาม
Water Hammer ตัวอย่างหนึ่งของกฎการอนุรักษ์พลังงาน (Conservation of Energy) ในระหว่างการเกิด Water Hammer พลังงานที่อยู่ในรูปของพลังงานจากความเร็วของน้ำ (Velocity Energy) จะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความดัน (Pressure Energy) เนื่องจากคุณสมบัติของๆเหลว ซึ่งสามารถถูกอัดตัวได้เพียงเล็กน้อย (Low Compressibility) เมื่อเกิดการหยุดหรือเปลี่ยนแปลงความเร็วของน้ำอย่างรวดเร็ว พลังงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความดันจึงสามารถทำให้เกิดความดันกระชากที่สูงมากได้
น้ำกำลังไหล → วาล์วปิดเร็ว / ปั๊มหยุดกะทันหัน → น้ำหยุดหรือเปลี่ยนความเร็วอย่างรวดเร็ว → โมเมนตัมเปลี่ยน → เกิดคลื่นกระแทก → ความดันพุ่งสูง → Water Hammer
ในระบบท่อจึงควรควบคุมความเร็วในการเปิด ปิดวาล์ว การ Start/Stop ปั๊ม และการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลเพื่อป้องกันแรงดันกระชากและลดความเสียหายต่อระบบ

วิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ อาจเริ่มจากตัวอย่างสมมติว่ามีปั๊มสูบน้ำเข้าสู่ท่อซึ่งในขณะที่ปั๊มเริ่มทำงานนั้น ภายในท่อยังว่างเปล่าอยู่ วาล์ว 2 ตัวซึ่งติดตั้งอยู่ที่ทางออกของปั๊ม (Pump Discharge) และที่ปลายด้านไกลของท่อ (Downstream End) เปิดอยู่เต็มที่และสามารถปิดได้ในทันที
สมมตินี้ให้ถือว่าท่อ วาล์ว และข้อต่อต่างๆไม่มีการยืดหรือหดตัวเลย และไม่มีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรไม่ว่าความดันจะสูงเพียงใด นอกจากนี้คอลัมน์น้ำที่กำลังไหลผ่านท่อมีด้านหน้าที่เรียบและตั้งฉากกับท่อโดยมีรูปร่างพอดีกับพื้นที่หน้าตัดด้านในของท่อ เมื่อด้านหน้าของคอลัมน์น้ำเคลื่อนที่ไปถึงวาล์วปลายท่อ วาล์วจะปิดลงอย่างรวดเร็วมากจนแทบจะทันที และไม่มีอากาศถูกกักอยู่ด้านหน้าของคอลัมน์น้ำ
อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อน้ำชนวาล์วที่ปิดอยู่
แม้ว่าด้านหน้าของคอลัมน์น้ำจะกระแทกเข้ากับวาล์วที่ปิดแล้ว แต่น้ำที่ไหลเข้าสู่ท่อยังคงไหลต่อไปอีกช่วงเวลาหนึ่งซึ่งกินเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที เมื่อการไหลหยุดลง วาล์วด้านต้นทางก็ปิดลงเช่นกัน ทำให้คอลัมน์น้ำถูกกักอยู่ระหว่างวาล์วทั้งสองด้านอย่างสมบูรณ์ สำคัญคือเมื่อคอลัมน์น้ำที่กำลังเคลื่อนที่ชนกับวาล์วปลายทางที่ปิดอยู่จะเกิดอะไรขึ้น และทำไมน้ำจึงยังสามารถไหลเข้าสู่ท่อได้ทั้งที่วาล์วปิดไปแล้ว
เปรียบเทียบกับแท่งโลหะ
ลองสมมติว่าคอลัมน์ที่กำลังเคลื่อนที่นี้ไม่ใช่น้ำแต่เป็นแท่งโลหะเมื่อแท่งโลหะเคลื่อนที่ไปชนวาล์วที่ปิดอยู่ อาจเกิดเหตุการณ์ได้ 2 ลักษณะ ขึ้นอยู่กับ Coefficient of Restitution หรือความสามารถของวัสดุในการคืนรูปหลังการกระแทก
กรณี 1: แท่งโลหะเกิดการเสียรูป พลังงานจลน์ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแท่งโลหะจะเปลี่ยนเป็นพลังงานกลในรูปของการบดอัดหรือการเสียรูปบริเวณด้านหน้าของแท่งโลหะ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ แท่งโลหะจะหยุดนิ่งอยู่ที่วาล์ว
กรณี 2: แท่งโลหะมีความสามารถในการคืนรูปสูง หากแท่งโลหะสามารถป้องกันการเสียรูปได้ พลังงานจลน์อาจทำให้แท่งโลหะเด้งกลับ (Bounce) และเคลื่อนที่ย้อนกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม
ในกรณีของแท่งโลหะ แท่งโลหะทั้งแท่งจะต้องหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ย้อนกลับ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันเมื่อตัวกลางเป็นน้ำ
น้ำสามารถถูกอัดตัวได้แม้จะเพียงเล็กน้อย น้ำเป็นของเหลวที่เกือบไม่สามารถอัดตัวได้ (Nearly Non-compressible) คำว่าเกือบหมายความว่าจริงๆแล้วน้ำยังสามารถถูกอัดตัวได้เล็กน้อยที่อุณหภูมิแวดล้อม เมื่อความดันเพิ่มขึ้น 1 psi ปริมาตรของน้ำจะลดลงประมาณ 0.0000034% ตัวเลขนี้ดูเหมือนจะเล็กมาก แต่เมื่อมีปริมาตรน้ำจำนวนมาก ผลกระทบจะสามารถเห็นได้ชัดเจนขึ้น
หากน้ำไม่สามารถถูกอัดตัวได้เลย ระดับน้ำทะเลจะสูงกว่าระดับปัจจุบันประมาณ 100 ฟุต เมื่อความดันสูงมาก เช่นประมาณ 40,000 psi ความสามารถในการอัดตัวของน้ำจะเพิ่มขึ้นจนมีค่าประมาณ 10% นอกจากนี้ น้ำเราใช้งานจริงไม่ได้ประกอบด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอากาศละลายปะปนอยู่ในน้ำ ซึ่งประกอบด้วยไนโตรเจนประมาณ 78% และออกซิเจนประมาณ 21% อากาศที่ละลายอยู่ในน้ำมีปริมาณประมาณ 2% ของปริมาตรน้ำที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการปรับสภาพ อากาศดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการอัดตัวของน้ำอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมเกิด Water Hammer
สาเหตุสำคัญคือ ความสามารถในการอัดตัวของน้ำและอากาศที่ละลายอยู่ในน้ำ คุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมีพฤติกรรมแตกต่างจากแท่งโลหะ หากน้ำไม่สามารถถูกอัดตัวได้เลยเมื่อด้านหน้าของคอลัมน์น้ำชนวาล์วที่ปิดอยู่ด้านหน้าของคอลัมน์น้ำจะต้องเกิดการเสียรูปอย่างถาวร หรืคอลัมน์น้ำทั้งหมดจะต้องเด้งย้อนกลับ ความเป็นจริงน้ำสามารถถูกอัดตัวได้เล็กน้อยเมื่อด้านหน้าของคอลัมน์น้ำชนกับวาล์วที่ปิดอยู่ น้ำบริเวณด้านหน้าจะหยุดลงอย่างฉับพลัน ขณะเดียวกันน้ำที่อยู่ด้านหลังยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเดิม ดังนั้นน้ำที่อยู่ด้านหลังจึงเริ่มถูกบีบอัด (Compressed) การบีบอัดนี้ทำให้น้ำบางส่วนยังคงสามารถไหลเข้าสู่ท่อได้อีกเล็กน้อย แม้ว่าด้านหน้าของคอลัมน์น้ำจะหยุดอยู่กับที่แล้วก็ตามเมื่อการไหลหยุดลงในที่สุด
พลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่บวกกับพลังงานจากการอัดตัวของน้ำจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความดัน (Pressure Energy) และทำให้เกิดความดันกระชาก (Pressure Surge) เกิด Shock Wave การอัดตัวจะเริ่มต้นบริเวณด้านหน้าของคอลัมน์น้ำ เนื่องจากพลังงานเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านวาล์วที่ปิดอยู่ได้ จึงเกิดเป็นคลื่นความดันหรือคลื่นกระแทก (Pressure/Shock Wave) คลื่นนี้จะเดินทางไปตามเส้นทางที่มีความต้านทานต่ำที่สุด ซึ่งในตัวอย่างนี้คือย้อนกลับไปทางด้านต้นน้ำ (Upstream) ลักษณะการเกิดคลื่นนี้สามารถเปรียบเทียบได้กับเสียงสะท้อน (Echo) เช่นเดียวกับคลื่นเสียงที่เดินทางผ่านอากาศ เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบสิ่งกีดขวาง คลื่นจะสะท้อนกลับมา
ในกรณี Water Hammer เมื่อคลื่นความดันเดินทางไปถึงวาล์วด้านต้นน้ำ คลื่นจะสะท้อนกลับไปยังด้านปลายน้ำอีกครั้ง แต่มีความรุนแรงลดลง กระบวนการสะท้อนไปกลับนี้จะเกิดซ้ำหลายครั้งจนกระทั่งแรงเสียดทานและการสูญเสียพลังงานจากการสะท้อน ทำให้คลื่นค่อยๆ หายไป
ความเร็วของ Shock Wave
ความเร็วในการเดินทางของคลื่นและปริมาณพลังงานที่สูญเสียระหว่างการเดินทางจะขึ้นอยู่กับ
- ความหนาแน่น (Density) ของตัวกลาง
- ความสามารถในการอัดตัว (Compressibility) ของตัวกลาง
คุณสมบัติของน้ำทั้งในด้านความหนาแน่นและความสามารถในการอัดตัว ทำให้น้ำเป็นตัวกลางที่สามารถสร้างและส่งผ่านคลื่นกระแทกได้ดี คลื่นความดันที่เกิดจาก Hydraulic Shock มีลักษณะคล้ายกับคลื่นเสียง (Sound Wave) และเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วเสียงในน้ำ ความเร็วเสียงในน้ำมีค่าประมาณ 4,860 ft/sec หรือประมาณ 1,481 m/s
ระยะเวลาในการเดินทางของคลื่น
เวลาที่คลื่น Water Hammer ใช้ในการเดินทางผ่านท่อสามารถคำนวณได้จาก
เวลา = ความยาวท่อ ÷ ความเร็วของคลื่น
ในการวิเคราะห์ Water Hammer มักใช้ Time Constant (Tc) ซึ่งอธิบายเวลาที่คลื่นเดินทางจากจุดกำเนิดไปยังจุดกั้นอีกด้านหนึ่งแล้วสะท้อนกลับมา
Tc = 2L/a โดย
• Tc = เวลาที่คลื่นเดินทางไป–กลับ
• L = ความยาวท่อ
• a = ความเร็วของคลื่น หรือความเร็วเสียงในน้ำ
หากท่อมีความยาว 1,000 ft คลื่นความดันสามารถเดินทางไปจนถึงปลายท่อและสะท้อนกลับมาครบหนึ่งรอบได้ในเวลาน้อยกว่า 0.5 วินาที
สมการคำนวณความดันเพิ่มเติมจาก Water Hammer
สมการที่ใช้ประมาณความดันเพิ่มเติมจาก Shock Wave คือ
P(additional) = aV / 2.31g โดย
• P = ความดันเพิ่มเติมที่เกิดจาก Shock Wave
• a = ความเร็วของคลื่น
• V = ความเร็วของน้ำที่ไหลในท่อ หน่วย ft/sec
• g = ค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงสากล = 32 ft/sec²
• 2.31 = ค่าคงที่สำหรับการแปลงหน่วยความดัน
ความดันที่เกิดจาก Shock Wave นี้ แปรผันโดยตรงกับทั้งความเร็วของคลื่นและความเร็วของน้ำในท่อ คือ
น้ำไหลเร็วขึ้น → เมื่อเกิดการหยุดการไหลอย่างฉับพลัน → Water Hammer รุนแรงขึ้น → ความดันกระชากสูงขึ้น
แม้ว่าสมการนี้จะไม่ได้พิจารณาผลกระทบจากความยาวท่อ เส้นผ่านศูนย์กลางท่อ และความยืดหยุ่นของท่อ แต่สามารถใช้เพื่อช่วยให้เห็นภาพว่าการเกิด Water Hammer สามารถสร้างความดันเพิ่มเติมได้มากเพียงใด
ความดันที่เพิ่มขึ้น
หากความเร็วของน้ำในท่อเท่ากับ 5 ft/sec จะเกิดความดันเพิ่มเติมจาก Shock Wave ประมาณ 328 psi หากเพิ่มความเร็วของน้ำเป็น 10 ft/sec ความดันเพิ่มเติมจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 657 psi จะเห็นได้ว่าเพียงเพิ่มความเร็วของน้ำเป็น 2 เท่า ความดันกระชากก็เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าเช่นกัน
หากระบบท่อไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับแรงดันที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันได้ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หรือในบางกรณีอาจถึงขั้นระบบเสียหายหรือถูกทำลายได้
กลไก Water Hammer
น้ำไหลด้วยความเร็วสูง วาล์วปิดอย่างรวดเร็ว / ปั๊มหยุดกะทันหัน
ด้านหน้าของคอลัมน์น้ำหยุดทันที น้ำด้านหลังยังคงเคลื่อนที่ต่อ
น้ำเกิดการอัดตัว พลังงานจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงานความดัน -> เกิด Shock Wave
-> คลื่นเดินทางย้อนกลับไป–กลับมาในระบบท่อ -> เกิด Pressure Surge / Water Hammer -> ท่อ วาล์ว หน้าแปลน ปั๊ม และอุปกรณ์ต่างๆ อาจได้รับความเสียหาย
ยิ่งความเร็วของน้ำสูงและยิ่งการเปลี่ยนแปลงการไหลเกิดขึ้นเร็ว ความรุนแรงของ Water Hammer ก็ยิ่งสูง

ท่อหลักที่มีวงจรท่อแยก
Valve Closure & Opening การปิดและเปิดวาล์วเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิด Water Hammer คือการปิดวาล์วอย่างฉับพลัน
รูปแสดงท่อหลัก (Main Pipeline) ที่มีท่อแยก (Branch Circuit) เชื่อมต่อเข้ากับท่อหลักผ่านข้อต่อแบบ Tee บริเวณปลายสุดของท่อแยกมีวาล์วติดตั้งอยู่
- ลูกศรสีดำ แสดงทิศทางการไหลของน้ำในท่อหลักและท่อแยก
- ลูกศรสีม่วง แสดงความยาวของท่อแยก
- Valve ที่ปลายท่อแยกทำหน้าที่เป็นสิ่งกีดขวางหลัก (Primary Barrier)
- ส่วน Tee ทำหน้าที่เป็น สิ่งกีดขวางรอง (Secondary Barrier)
ลักษณะคล้ายกับระบบในรูป แต่ในกรณีนี้มีความแตกต่างตรงที่ Tee เชื่อมต่อกับท่อหลักทั้งสองด้านเมื่อวาล์วที่ปลายท่อแยกปิดอย่างรวดเร็ว สมมติว่าน้ำกำลังไหลอยู่ในท่อแยกและวาล์วที่ปลายท่อถูกปิดอย่างรวดเร็วจะเกิด Shock Wave หรือคลื่นกระแทกขึ้นภายในท่อ กลไกการเกิดจะคล้ายกับตัวอย่างในรูป กล่าวคือ
น้ำกำลังไหล → วาล์วปิดอย่างรวดเร็ว → น้ำหยุดกะทันหัน → น้ำเกิดการอัดตัว → เกิดคลื่นความดัน → Shock Wave เดินทางกลับไปตามท่อ
กรณีนี้มีความแตกต่างเล็กน้อยเนื่องจาก Tee เปิดเชื่อมต่อกับท่อหลักทั้งสองด้าน พลังงานบางส่วนของคลื่นความดันจะสูญเสียไปเมื่อคลื่นเดินทางมาถึง Tee แต่ถึงแม้จะมีการสูญเสียพลังงานไปบางส่วน ก็ยังมีพลังงานของคลื่นจำนวนมากสะท้อนกลับไปทางวาล์ว
การมีท่อแยกหรือ Branch Line ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำจัด Water Hammer ได้ แต่ลักษณะการสะท้อนและการสูญเสียพลังงานของคลื่นจะเปลี่ยนแปลงไป
สมการที่ 2 การคำนวณความดันเพิ่มเติมจาก Water Hammer
สมการที่ใช้ในกรณีนี้คือ P = 0.07 (VL / t) โดย
P = ความดันเพิ่มเติมที่เกิดจาก Shock Wave
V = ความเร็วของการไหล หน่วย ft/sec
L = ความยาวของท่อระหว่างสิ่งกีดขวางทั้งสอง หน่วย feet
t = เวลาที่ใช้ในการปิดวาล์ว หน่วย วินาที
0.07 = ค่าคงที่ที่ได้จากการคำนวณ/การทดลอง
มีตัวแปรสำคัญ 3 ตัว
สิ่งที่แตกต่างจากตัวอย่างก่อนหน้านี้คือในกรณีนี้เราสามารถควบคุมเวลาที่ใช้ในการปิดวาล์วได้
ในตัวอย่าง วาล์วถูกปิดเร็วมากจนเกือบจะเป็นการปิดในทันที แต่ในระบบจริงเราสามารถเลือกได้ว่าจะปิดวาล์วเร็วหรือช้าเพียงใดและ Closure Time มีผลอย่างมากต่อการเริ่มต้นและความรุนแรงของ Water Hammer นอกจากเวลาปิดวาล์วแล้ว ยังมีตัวแปรสำคัญอีก 2 ตัว คือ
- Flow Velocity ความเร็วของน้ำ
- Pipeline Length ความยาวของท่อ
ตัวแปรหลักที่มีผลต่อ Water Hammer ได้แก่
- ความเร็วการไหล (V)
- ความยาวท่อ (L)
- เวลาปิดวาล์ว (t)
ความสัมพันธ์ของตัวแปรจากสมการ P = 0.07 (VL / t) จะเห็นความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจนว่า
1.ความเร็วของน้ำ (V) เพิ่ม → ความดันเพิ่ม
ความดัน Water Hammer แปรผันตรงกับความเร็วของน้ำ
กล่าวคือ น้ำไหลเร็วขึ้น → Water Hammer รุนแรงขึ้น
2.ความยาวท่อ (L) เพิ่ม → ความดันเพิ่ม
ความดัน Water Hammer แปรผันตรงกับความยาวของท่อ
ดังนั้นท่อยิ่งยาว → มีโอกาสเกิดแรงดันกระชากสูงขึ้น
3.เวลาปิดวาล์ว (t) เพิ่ม → ความดันลดลง
ความดัน Water Hammer แปรผกผันกับเวลาที่ใช้ในการปิดวาล์ว
หมายความว่า ปิดวาล์วเร็ว → ความดันกระชากสูง ในทางกลับกัน
ปิดวาล์วช้าลง → ความดันกระชากลดลง นี่เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการควบคุม Water Hammer ในระบบท่อ
ตัวอย่างจาก Table กำหนดค่าตัวแปรไว้ดังนี้
| ตัวแปร | ค่า |
| ความเร็ว V | 5 และ 10 ft/sec |
| ความยาวท่อ L | 100 และ 1,000 ft |
| เวลาปิดวาล์ว t | 1 และ 2 sec |
โดยในแต่ละตัวอย่างจะกำหนดให้ ตัวแปร 2 ตัวคงที่ แล้วเปลี่ยนแปลงอีก 1 ตัว เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับความดัน ตัวอย่างเช่น หากเพิ่มความเร็วจาก 5 → 10 ft/sec โดยตัวแปรอื่นคงที่ ความดันที่เกิดจาก Water Hammer จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทำนองเดียวกันหากเพิ่มความยาวท่อจาก 100 → 1,000 ft โดยตัวแปรอื่นคงที่ ความดันจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่หากเพิ่มเวลาปิดวาล์วจาก 1 → 2 วินาที โดยตัวแปรอื่นคงที่ ความดันจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง
สรุปให้เห็นภาพ สูตร P = 0.07 (VL / t) สามารถจำง่าย ๆ ได้ว่า
V ↑ → P ↑
L ↑ → P ↑
t ↑ → P ↓
หรือพูดง่าย ๆ ว่า น้ำไหลเร็ว + ท่อยาว + ปิดวาล์วเร็ว = Water Hammer รุนแรงในทางกลับกัน ลดความเร็วการไหล + ลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงการไหล + เพิ่มเวลาปิดวาล์ว = ลด Water Hammer
ดังนั้น ในงานออกแบบและเดินระบบจริง การใช้ Slow-closing Valve, Motorized Valve ที่ควบคุม Closing Time, Soft Start/Soft Stop ของปั๊ม, Surge Vessel หรือ Air Chamber สามารถเป็นแนวทางในการลดผลกระทบจาก Water Hammer ได้

ความดันเพิ่มเติมที่เกิดจากความเร็ว ความยาวท่อ และเวลาปิดวาล์วที่แตกต่างกัน
ข้อมูลในตารางทั้งสองคอลัมน์แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์โดยตรงของ ความเร็วการไหล (Velocity) และความยาวท่อ (Pipe Length) กล่าวคือเมื่อความเร็วหรือความยาวท่อเพิ่มขึ้น ความดันที่เกิดจาก Water Hammer ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ส่วนค่าที่ต่ำกว่าในคอลัมน์ด้านขวาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบผกผันของเวลา (Time) กล่าวคือค่าความดันเหล่านี้มีค่าเพียงครึ่งหนึ่งของคอลัมน์ด้านซ้าย เนื่องจากเวลาปิดวาล์วเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
โดยทั่วไป ค่า L หรือความยาวท่อมักเป็นค่าที่กำหนดตายตัวตามลักษณะของระบบและการใช้งาน แต่เราสามารถควบคุมตัวแปรอีก 2 ตัวได้มากกว่า ได้แก่
- ความเร็วของน้ำ
- เวลาที่ใช้ในการปิดวาล์ว
หากควบคุมสองตัวแปรนี้อย่างเหมาะสม เราสามารถกำจัดหรือลดผลกระทบของ Water Hammer ลงได้อย่างมาก
ผลของขนาดท่อและวัสดุของท่อ
นอกจากความเร็ว ความยาวท่อและเวลาปิดวาล์วแล้ว เส้นผ่านศูนย์กลางท่อและความยืดหยุ่นของวัสดุท่อก็มีผลต่อความดันที่เกิดขึ้นด้วย ท่อที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ สามารถดูดซับความรุนแรงของ Shock Wave ได้บางส่วน จึงสามารถช่วยลดความดันที่เกิดจาก Water Hammer
วัสดุท่อที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถยืดตัวหรือขยายตัวได้เล็กน้อยเมื่อเกิดแรงดันกระชาก ทำให้สามารถดูดซับพลังงานของ Shock Wave ได้บางส่วนได้ ดังนั้น ท่อขนาดใหญ่กับ วัสดุที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า → ช่วยลดความรุนแรงของ Water Hammer
ผู้ผลิตท่อหลายรายมีการจัดทำกราฟหรือตาราง เพื่อแสดงค่าความดัน Water Hammer ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและวัสดุแตกต่างกัน
Water Hammer เกิดจากการเปิดวาล์วอย่างรวดเร็ว
สมมติว่าวาล์วที่ปลายท่อแยกถูกปิดอยู่ หากเราเปิดวาล์วอย่างรวดเร็ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะคล้ายกับการปิดวาล์วอย่างรวดเร็ว เมื่อวาล์วเปิดอย่างฉับพลันความดันในท่อแยกจะลดลงทันที จากนั้นน้ำจากท่อหลักจะไหลเข้ามาและทำให้คอลัมน์น้ำที่ก่อนหน้านี้อยู่นิ่งเร่งความเร็วขึ้น แต่เนื่องจากมีแรงเสียดทานและปัจจัยอื่นๆ ที่จำกัดการไหล ส่วนด้านหน้าของคอลัมน์น้ำอาจทำหน้าที่เป็นสิ่งกีดขวางเริ่มต้น (Initial Barrier) และทำให้เกิด Water Hammer ได้อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป Water Hammer ที่เกิดจากการเปิดวาล์วอย่างรวดเร็วจะมีความรุนแรงน้อยกว่าการปิดวาล์วอย่างรวดเร็วมาก ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า Surge หรือแรงดันกระชาก ถึงแม้โดยทั่วไปจะมีความรุนแรงน้อยกว่าแต่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง Surge ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อระบบได้
การ Start และ Stop ปั๊ม
ผลกระทบของ Water Hammer อาจมีความสำคัญมากเป็นพิเศษในระบบแรงดันต่ำ (Low-pressure Systems) ความดันเพิ่มเติมที่เกิดจาก Shock Wave มีความสัมพันธ์กับ
- • ความยาวของท่อ
- • ความเร็วของน้ำ
สำคัญคือ ไม่ได้ขึ้นอยู่โดยตรงกับ Operating Pressure ของระบบ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีท่อยาว 1,000 ft และน้ำไหลด้วยความเร็ว 5 ft/sec Shock Wave ที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าความดันใช้งานของระบบจะเป็น 50 psi หรือ 200 psi แต่สิ่งที่แตกต่างกันคืออัตราส่วนระหว่าง Shock Pressure กับ Design/Operating Pressure ในระบบแรงดันต่ำ Shock Pressure จะคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าของแรงดันระบบ โอกาสที่จะเกิดความเสียหายจึงมากกว่า
การ Start ปั๊มกับวาล์วปิด
ในระบบขนาดใหญ่จำนวนมากวิธีปฏิบัติปกติที่จะ Start ปั๊มในขณะที่วาล์วทางออก (Discharge Valve) ปิดอยู่ เมื่อปั๊มทำงานจนถึงความเร็วเต็มที่แล้วจึงค่อยๆเปิดวาล์ว ลำดับการทำงานคือ
Start ปั๊ม → วาล์วปิด → ปั๊มถึงความเร็วเต็ม → ค่อย ๆ เปิดวาล์ว → เริ่มมีการไหล → เพิ่ม Flow จนถึงค่าสูงสุด
เมื่อจะหยุดปั๊ม จะทำให้เกิดในลำดับตรงกันข้าม
ลดการไหล → ค่อย ๆ ปิดวาล์ว → หยุดปั๊ม การ Start และ Stop ปั๊มโดยใช้วาล์วที่เปิดหรือปิดอย่างช้าๆ จะช่วยยับยั้งหรือป้องกันการเริ่มต้นของ Water Hammer
ปัญหาของวาล์วที่ควบคุมด้วยมือเมื่อไฟฟ้าดับ
Discharge Valve
อาจควบคุมด้วยมือหรือควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติก็ได้ ข้อเสียอย่างหนึ่งของ Manual Valve จะเกิดขึ้นเมื่อมีไฟฟ้าดับ เมื่อมอเตอร์ปั๊มสูญเสียกำลังไฟ ความเร็วรอบของปั๊มและอัตราการไหลจะลดลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของพลังงานจลน์ไปเป็นพลังงานความดันสามารถทำให้เกิด Water Hammer Wave ในท่อทางออกของปั๊ม เมื่อคอลัมน์น้ำเริ่มไหลย้อนกลับ (Reverse Flow) ใบพัดปั๊ม (Impeller) จะถูกทำให้หมุนย้อนกลับ เมื่อ Impeller ถึงความเร็วรอบย้อนกลับสูงสุด การไหลย้อนกลับจะเริ่มลดลงและทำให้เกิด Pressure Surge เพิ่มเติม
Spring-loaded Check Valve
ในระบบเพิ่มแรงดัน (Pressure Boosting) ส่วนใหญ่มักติดตั้ง Spring-loaded Check Valve ที่หรือใกล้กับทางออกของปั๊ม เมื่อปั๊มหยุดทำงาน Check Valve จะยังคงปิดอยู่ เมื่อปั๊มเริ่มทำงานน้ำจะยังไม่ไหลผ่านวาล์วจนกว่าความดันที่ปั๊มสร้างขึ้นจะสูงกว่าความดันด้าน Downstream หากสามารถควบคุมไม่ให้ความดันด้าน Downstream ลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด การไหลจะค่อยๆเพิ่มขึ้นและช่วยป้องกันหรือลดการเกิด Water Hammer
Quick-closing Check Valve
เมื่อปั๊มหยุดทำงานจะเกิดเหตุการณ์ที่ดูเหมือนขัดกับความเข้าใจทั่วไป วาล์วที่ปิดเร็วอาจช่วยยับยั้ง Water Hammer แทนที่จะเป็นสาเหตุให้เกิด Water Hammer ในกรณีนี้ สปริงจะทำให้ Check Valve ปิดอย่างรวดเร็ว การปิดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้คอลัมน์น้ำเปลี่ยนทิศทางเนื่องจากความดันด้าน Downstream สูงกว่า แม้ว่าอัตราการไหลจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแต่ความดันตลอดคอลัมน์น้ำด้าน Downstream ยังคงค่อนข้างคงที่
หากใช้ Standard Check Valve คอลัมน์น้ำจะสามารถเร่งความเร็วถอยหลังได้ จากนั้นจะกระแทกวาล์วให้ปิดอย่างรุนแรง (Valve Slam) และทำให้เกิด Shock Wave ลักษณะการทำงานและเวลาปิดของ Check Valve จึงมีความสำคัญมาก
VFD — Variable Frequency Drive
ปัจจุบันมีการใช้ VFD (Variable Frequency Drive) ในระบบจำนวนมาก เพื่อช่วยป้องกันการเกิด Water Hammer ระหว่างการ Start และ Stop ปั๊ม เทคนิคนี้เรียกว่า Soft Start & Soft Stop หลักการคือ VFD จะค่อยๆเพิ่มหรือลดความเร็วรอบของมอเตอร์ภายในช่วงเวลาหลายวินาทีแทนที่จะเพิ่มหรือลดความเร็วอย่างรวดเร็ว ผลก็คือ
Motor Speed เพิ่มช้า → Flow Velocity เพิ่มช้า และ
Motor Speed ลดช้า → Flow Velocity ลดช้า
จึงช่วยลดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของความเร็วการไหลและลดโอกาสเกิด Water Hammer ได้อย่างมาก
Single-phase System
การอธิบาย Water Hammer ที่ผ่านมาเป็นระบบ Single-phase System ในระบบประเภทนี้น้ำยังคงอยู่ในสถานะเดิมตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น น้ำ = ของเหลว (Liquid) แม้ว่าสภาวะทาง Hydraulic จะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม Shock Wave ที่เกิดขึ้นในระบบ Single-phase เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างฉับพลัน → พลังงานจลน์เปลี่ยนรูป → เกิดพลังงานความดัน
Water Column Separation & Closure
ในกรณี Water Column Separation and Closure กลไกจะซับซ้อนกว่า เพราะเป็นกระบวนการแบบ Two-phase Process ระบบ Two-phase หมายถึง ภายในพื้นที่ปิดเดียวกันน้ำสามารถมีอยู่ได้ทั้ง
- Liquid ของเหลว
- Vapor ไอ
การเปลี่ยนสถานะนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อความดันในท่อลดลงจนถึง Vapor Pressure ของน้ำ เมื่อความดันลดลง คอลัมน์น้ำสามารถแยกออกจากกัน (Water Column Separation) ได้ในตำแหน่งหนึ่งหรือหลายตำแหน่ง โดยมีโพรงไอน้ำ (Vapor Pocket) แทรกอยู่ระหว่างคอลัมน์น้ำเมื่อความดันเพิ่มขึ้นจนสูงกว่า Vapor Pressureคอลัมน์น้ำจะกลับมาเชื่อมต่อกันหรือชนกลับเข้าหากัน (Column Closure) การชนกลับเข้าหากันนี้สามารถสร้างคลื่นความดันสูงมาก (High-pressure Wave)
Water Column Separation
Water Column Separation เองก็สามารถสร้างปัญหาได้ โดยเฉพาะใน
- ท่อที่มี เส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่มาก
- ท่อที่มี ความหนาผนังบาง
เพราะแรงดันภายนอกอาจทำให้ท่อเกิดการยุบตัว (Pipe Collapse) ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าคือ Water Hammer ที่เกิดขึ้นตอน Water Column กลับมาชนกัน (Closure)
เหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อ
- ปั๊มหยุดทำงาน
เมื่อปั๊มหยุด คอลัมน์น้ำอาจเกิดการไหลย้อนกลับ ความดันอาจลดลงจนถึง Vapor Pressure และเกิด Vapor Pocket ขึ้น - Condensate Line
สามารถเกิดขึ้นในระบบท่อ Condensate ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในระบบที่มีอุณหภูมิสูงอุณหภูมิสูงสามารถทำให้การเกิด Vaporization เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นแม้ว่าความดันจะไม่ได้ลดลงมากนัก
Condensate Line
แม้ว่าการเกิด Water Column Separation ทั้งสองรูปแบบจะสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงได้ แต่ Condensate Line มักมีความอันตรายมากกว่าเมื่อคอลัมน์น้ำกลับมาชนกัน คลื่นกระแทกที่เกิดขึ้นสามารถเดินทางไปในทิศทางตรงกันข้าม หากคลื่นเหล่านี้ไปกระทบกับ Secondary Barrier คลื่นจะสามารถสะท้อนกลับเข้าหากันได้เมื่อคลื่นที่สะท้อนกลับมาชนกัน ความรุนแรงของคลื่นอาจเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง ปรากฏการณ์นี้พบได้ในลักษณะเดียวกันกับคลื่นน้ำและคลื่นแรงดันไฟฟ้า (Voltage Waves) และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Water Hammer ที่เกิดจาก Water Column Closure สามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าการเกิด Water Hammer จากการปิดวาล์วทั่วไป
Water Hammer สรุปได้เป็น 3 ลักษณะ - Valve Closure
วาล์วปิดเร็ว → น้ำหยุดกะทันหัน → Shock Wave → Pressure Surge - Pump Start/Stop
ปั๊ม Start/Stop เร็ว → ความเร็วการไหลเปลี่ยนเร็ว → เกิด Pressure Surge
แนวทางลดผลกระทบคือ VFD + Soft Start + Soft Stop + ควบคุม Valve Closing Time - Water Column Separation & Closure
ความดันลดต่ำกว่า Vapor Pressure → น้ำแยกตัว → เกิด Vapor Pocket → ความดันกลับสูง → คอลัมน์น้ำชนกัน → เกิด Shock Wave รุนแรง
การป้องกัน Water Hammer ไม่ได้หมายถึงเพียงห้ามปิดวาล์วเร็วเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาทั้งความเร็วของน้ำ ความยาวและขนาดท่อ ความยืดหยุ่นของท่อ เวลาปิดวาล์ว การทำงานของ Check Valve การ Start/Stop ปั๊ม และโอกาสเกิด Water Column Separation ร่วมกัน
